จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกประกาศควบคุมสัญญาเช่าอาคารอยู่อาศัย โดยกำหนดห้ามหอพักและอพาร์ตเมนต์เรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟเกินกว่าอัตราที่การไฟฟ้าหรือการประปาเรียกเก็บจริง รวมถึงห้ามเก็บเงินประกันรวมกับค่าเช่าล่วงหน้าเกิน 3 เดือน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ต่อมา นางสาวศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมากำชับและสั่งการเด็ดขาดให้ สคบ. เดินหน้ากวาดล้างหอพักเอาเปรียบประชาชนอย่างจริงจัง
ปะทุเดือดบนโลกออนไลน์! โพสต์แฉบิลค่าห้องและปมยึดมัดจำ
ต่อมา ได้เกิดกระแสโต้ตอบขึ้นในพื้นที่ เมื่อมีผู้เช่าโพสต์ร้องเรียนลงในกลุ่ม “ห้องพักรายเดือน สมุทรสาคร” เผยภาพบิลค่าห้องพักย่านมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ที่มียอดเรียกเก็บสูงถึง 9,401 บาท โดยมีรายการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายยิบย่อย เช่น ค่าตู้เย็น ค่าทีวี และค่าทำความสะอาด รวมถึงปัญหาการถูกล็อคห้องพักและการไม่ได้เงินมัดจำคืนเมื่อย้ายออก ซึ่งชาวเน็ตต่างมองว่าเป็นการกระทำที่ท้าทายอำนาจของ สคบ. และคำสั่งของ รมต. ศุภมาส อย่างโจ่งแจ้ง
ผู้สื่อข่าว เวทีข่าว ลงพื้นที่ หอพักดังกล่าว จากการตรวจสอบรายละเอียด พบว่าชนวนเหตุแห่งความขัดแย้งมาจาก 2 ประเด็นหลัก
กรณีการล็อคห้อง: ทางหอพักระบุว่าได้พยายามติดต่อผู้เช่าผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE แล้ว แต่ผู้เช่าอ่านตั่งแต่เช้าจนเย็นและไม่ตอบข้อความ ประกอบกับผู้เช่ายังไม่ได้ชำระค่าเช่าห้องและค่าไฟตามกำหนด หอพักจึงจำเป็นต้องทำการล็อคห้องพักไว้
กรณีเข้าใจผิดเรื่องเงินมัดจำ: ผู้เช่าเข้าใจว่าเงินมัดจำจำนวน 6,250 บาทที่จ่ายไปก่อนหน้านี้ ถือเป็นค่าเช่าล่วงหน้าไปแล้ว จึงตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดเมื่อถึงสิ้นเดือนจึงถูกเรียกเก็บค่าห้องและค่าไฟซ้ำอีก ในขณะที่ทางหอพักได้ชี้แจงสัญญาเช่าแบบ 2 เดือนว่า ระบบของหอพักเป็นระบบ “อยู่ก่อนจ่าย” ไม่ใช่จ่ายก่อนแล้วค่อยอยู่ ดังนั้นเงินมัดจำจึงเป็นเงินประกันความเสียหาย ไม่สามารถนำมาหักลบเป็นค่าเช่าประจำเดือนได้ทันที ยอดค่าเช่าเดือนกรกฎาคมจึงต้องชำระตามปกติ ส่วนเดือนสิงหาคมเมื่อครบกำหนด ยอดค่าห้อง 3,000 บาท รวมค่าน้ำไฟ จะนำไปหักลบกับเงินมัดจำเพื่อคืนส่วนต่างที่เหลือให้ผู้เช่าต่อไป
กระทั่งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2569 เวลา 20.00 น. คุณแม่ของผู้เช่าได้เดินทางมายังหอพักเพื่อเจรจาทำความเข้าใจกับเจ้าของหอพักโดยตรง เมื่อทั้งสองฝ่ายได้กางสัญญาและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ความเข้าใจผิดทั้งหมดก็ได้รับการคลี่คลายลงอย่างเรียบร้อย
นอกจากนี้ ทางหอพักยังได้ประกาศชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ได้ทำการปรับเปลี่ยนอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ให้สอดคล้องกับระเบียบ โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ทำให้ดราม่าปมร้อนระหว่างหอพักและผู้เช่ารายนี้ยุติติดบังลงด้วยดีและมีความเข้าใจอันดีต่อกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อได้ทำความเข้าใจกันทั้งสองฝ่ายผู้ร้องส่งคำร้องถอนเรื่องไปที่ สคบ เป็นที่เรียบร้อย
เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจสัญญาเช่าและการสื่อสารที่ชัดเจนระหว่างผู้เช่าและผู้ให้เช่า
แล้วคุณคิดว่ากรณีศึกษานี้ จะช่วยให้ผู้ประกอบการหอพักทั่วประเทศตระหนักถึงการปรับปรุงอัตราค่าบริการและข้อสัญญาให้เป็นธรรมตามที่ สคบ. กำหนดได้มากน้อยเพียงใด?



