หลังกลุ่มสาวใช้ฟ้องคดีเบิกความเท็จแพ้กลุ่มเจ้าหน้าที่มาแล้วที่ศาล อาญา สมุทรสาคร
ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำสั่งให้ฝ่ายโจทก์แจ้งรายละเอียดภูมิลำเนาของพยานที่อยู่นอกเขตอำนาจศาล เพื่อเตรียมการสืบพยานผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์
เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในคดีมรดกมูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ซึ่งเป็นประเด็นขัดแย้งยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน โดยล่าสุดกระบวนการในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 ได้ก้าวสู่นัดสำคัญ เมื่อศาลมีคำสั่งให้โจทก์จัดทำแถลงการณ์ระบุภูมิลำเนาของพยานบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่นอกเขตอำนาจศาล รวมถึงพยานที่มีความประสงค์จะเข้าให้การและสืบพยานผ่านทางจอภาพ เพื่ออำนวยความสะดวกและดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
กลุ่มโจทก์และคนใกล้ชิด ได้แก่
นางจุฑารัตน์ (ตัวโจทก์),
นางสาวเสาวนีย์ (น้องสาวสามีโจทก์),
นายวิด (คนงานในบ้านโจทก์)
และนายธเนศ (สามีโจทก์)
พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่และอดีตข้าราชการระดับสูงหลายหน่วยงาน
อาทิ ร้อยตำรวจโทวีรลักษณ์ ควรชม พนักงานสอบสวน
นายทวีศักดิ์ กฤษณพิพัฒน์ และนายบุรินทร์ ล้อมสุขา ปลัดอำเภอ,
นายวุฒิพงษ์ สุภควนิช รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร (ตามเอกสารที่โจทก์แถลงศาล แต่ข้อเท็จจริง รองผู้ว่า กาญจนบุรี)
นายสมคิด จันทมฤก อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร
นายวีรพนธ์ เกิดเพิ่ม เจ้าพนักงาน ป.ป.ช
นายสุภณ สยามบุญนัญ ผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียน
รวมถึงฝ่ายจำเลย ได้แก่ นางสาวสุทธิกานต์ (จำเลยที่ 3)
และนางสิริการย์ (จำเลยที่ 4)
พร้อม ป.วิ.อาญา แบบใหม่ ครั้งแรกในประเทศไทย
ฟ้องจำเลย แต่อ้างจำเลยเป็นพยานโจทก์
บทสรุปของการสืบพยานนัดสำคัญผ่านจอภาพครั้งนี้จะส่งผลต่อทิศทางคดีมรดก 500 ล้านบาทอย่างไร และการต่อสู้ในชั้นศาลจะลงเอยด้วยข้อเท็จจริงแบบไหน? มาร่วมติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด
ทางด้าน นายณัฐวัฒน์ รัตนณวัฒนสกุล ผู้ก่อตั้ง คดีผู้บริโภคและการป้องกันและปราบปรามการทุจริต-ภาคประชาชน ได้ออกมาฮึ่มเตือนพยานทุกรายอย่างเด็ดขาด หากมาเบิกความเท็จต่อศาล เตรียมตัวเจอ “ฟ้องกลับ” ฟาดเรียบทุกรายไม่มีละเว้นแน่นอน
