คำสั่งคำร้องที่ ยช. ๔ พ.ศ. ๒๕๖๙
วันที่ ๑๔ เดือน สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙
ได้รับคำร้องของ นางจุฑารัตน์ (สงวนนามสกุล) (จำเลย)
ลงวันที่ ๓ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ และวันที่ ๗ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ (รวม ๒ ฉบับ)
นางวันดี (สงวนนามสกุล) ที่ ๑ กับพวกรวม ๔ คน (โจทก์)
ในคดีแพ่ง ระหว่าง
นางจุฑารัตน์ (สงวนนามสกุล) (จำเลย)
ความว่า
ฉบับแรก: ฎีกาของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแก่ประชาชนทั่วไป คำสั่งไม่อนุญาตฎีกาและไม่รับฎีกาดังกล่าวไม่มีเนื้อหาเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ คือ คำสั่งศาลฎีกาที่ไม่อนุญาตให้ฎีกาไม่มีรายการแห่งคดี ไม่มีเหตุผลแห่งวินิจฉัยทั้งปวง และรวมถึงคำวินิจฉัยของศาลในประเด็นแห่งคดีที่ไม่อนุญาตให้ฎีกานั้น จึงถือว่าคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกาเป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ ประกอบมาตรา ๑๔๑ ทำให้จำเลยเสียสิทธิในการให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญดังกล่าวและได้รับความเสียหายและเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่ง ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ของคู่ความที่ประสงค์จะฎีกาเป็นสำคัญ จึงขอเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ
ฉบับที่สอง: ฎีกาของจำเลยมีทั้งในปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรรับวินิจฉัย ซึ่งเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ประกอบกับเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยประโยชน์สาธารณะซึ่งควรได้รับการพิจารณาตามหลักกฎหมายที่ถือผลประโยชน์โดยทั่วไปของส่วนรวมย่อมเหนือกว่าประโยชน์ของเอกชน โดยยกประเด็นข้อกฎหมายสำคัญไว้โดยชัดแจ้ง มิใช่เพียงการโต้แย้งข้อเท็จจริงเฉพาะแห่งคดี มีผลกระทบต่อการตีความและการบังคับใช้กฎหมายโดยทั่วไปและสมควรได้รับการวินิจฉัยเพื่อวางบรรทัดฐานแห่งกฎหมาย จึงขออุทธรณ์คำสั่งศาลฎีกาที่ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกาและไม่รับฎีกาของจำเลย
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่า โจทก์ที่ ๑ โจทก์ที่ ๓ โจทก์ที่ ๔ และนายวิฑูร (สงวนนามสกุล) เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับนางวีณา (สงวนนามสกุล) โจทก์ที่ ๒ เป็นบุตรของนายวิฑูรกับนางมาลี (สงวนนามสกุล) ซึ่งนายวิฑูรได้ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๕๕ สำหรับนายถาวร (สงวนนามสกุล) สามีนางวีณาเสียชีวิตเมื่อปี ๒๕๓๘ ต่อมาวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๑ จำเลยพานางวีณา ขณะมีอายุ ๘๕ ปีเศษ ไปยื่นคำขอรับเด็กชายปัญญรัช (สงวนนามสกุล) บุตรของจำเลยกับนายธเนษฐ (สงวนนามสกุล) เป็นบุตรบุญธรรม แต่คณะอนุกรรมการการรับเด็กเป็นบุตรบุญธรรมประจำจังหวัดสมุทรสาครมีมติไม่อนุมัติ โจทก์ทั้งสี่พบว่าเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ จำเลยพานางวีณาไปที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองสมุทรสาคร เพื่อดำเนินการจดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม โดยโจทก์ทั้งสี่ไม่ทราบเรื่องมาก่อนแต่จำเลยทราบดีว่านางวีณาเป็นบุคคลวิกลจริต สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ขาดความรู้สึกผิดชอบ มีอาการหลงลืมจากสภาวะสมองเสื่อม เพราะจำเลยเป็นผู้ดูแลและพานางวีณาไปรักษาที่โรงพยาบาล นางวีณาไม่เคยมีพฤติกรรมใดที่แสดงให้เห็นว่ามีความประสงค์จะรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม การที่นางวีณาจดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมจึงเป็นการกระทำในขณะที่นางวีณามีจริตวิกลอยู่ ส่งผลให้การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเป็นโมฆียะ วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ นางวีณาถึงแก่ความตาย ต่อมาศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนางวีณา เมื่อนางวีณาถึงแก่ความตายไปแล้วจึงไม่อาจบอกล้างการรับบุตรบุญธรรมที่เป็นโมฆียะได้ โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางวีณามีสิทธิบอกล้างโมฆียะกรรมดังกล่าว โจทก์ทั้งสี่ขอถือเอาการฟ้องคดีนี้เป็นการบอกล้างนิติกรรมการรับบุตรบุญธรรมที่เป็นโมฆียะระหว่างนางวีณากับจำเลย อีกทั้งลายมือชื่อของพยานทั้งสองคนในทะเบียนรับบุตรบุญธรรมระหว่างนางวีณากับจำเลยลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ ไม่ใช่ลายมือชื่อที่แท้จริงของพยาน แต่เป็นลายมือชื่อปลอม ถือไม่ได้ว่านางวีณากับจำเลยได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าพยาน ๒ คนตามพระราชบัญญัติจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๒๐ วรรคสอง การจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่มีผลสมบูรณ์ ไม่สามารถบังคับได้ตามกฎหมาย จำเลยไม่ใช่บุตรบุญธรรมของนางวีณา จำเลยอ้างสิทธิความเป็นบุตรบุญธรรมของนางวีณาไปจัดการถ่ายโอนทรัพย์มรดกของนางวีณาที่มีอยู่จำนวนมาก เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ในฐานะทายาทโดยธรรมของนางวีณาได้รับความเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนทะเบียนรับบุตรบุญธรรมของสำนักทะเบียนอำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ของนางวีณา (สงวนนามสกุล) ผู้รับบุตรบุญธรรมกับจำเลยเลขทะเบียนที่ ๘/๑๗๒๘ ลงวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ โดยให้จำเลยไปจัดการเพิกถอนทะเบียนรับบุตรบุญธรรม หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
จำเลยให้การว่า นางวีณา (สงวนนามสกุล) กับนายถาวร (สงวนนามสกุล) เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีบุตรด้วยกัน ปี ๒๕๒๓ นางวีณาและนายถาวรรับจำเลยมาอุปการะเลี้ยงดูและให้พักอาศัยอยู่กับบุคคลทั้งสองที่บ้านโรงสีถาวรทวีผล ตำบลบางยาง อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร นางวีณาและนายถาวรให้ความรักและเอาใจใส่จำเลยเป็นอย่างดีเสมือนบุตร วันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๓๘ นายถาวรถึงแก่ความตาย จำเลยจึงได้อาศัยอยู่กับนางวีณาเพียงสองคนพร้อมกับคนงานในบ้าน นางวีณาไว้วางใจจำเลยโดยให้ช่วยดูแลกิจการของตน และพาจำเลยไปร่วมงานสังคมต่างๆ พร้อมกับโอนอสังหาริมทรัพย์ให้แก่จำเลย นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าภาพจัดงานมงคลสมรสให้แก่จำเลยกับนายธเนษฐ (สงวนนามสกุล) จากนั้นจำเลยกับนายธเนษฐย้ายมาอยู่ที่บ้านเดียวกับนางวีณาและปรนนิบัตินางวีณาอย่างดีตลอดมา ต่อมานางวีณาดำเนินการขอรับเด็กชายปัญญรัช (สงวนนามสกุล) บุตรของจำเลยและนายธเนษฐ เป็นบุตรบุญธรรมขณะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ แต่เนื่องจากเด็กชายปัญญรัชมีอายุเพียง ๑ ปีเศษ การรับบุตรบุญธรรมจึงใช้ระยะเวลาพิจารณานาน นางวีณาจึงจดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม ขณะนั้นนางวีณามีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ตลอดมา กระทั่งวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๔ แพทย์มีความเห็นว่านางวีณาไม่สามารถตัดสินใจหรือกระทำนิติกรรมได้ด้วยตนเอง โจทก์ทั้งสี่ทราบเรื่องที่นางวีณารับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรม เพราะโจทก์ที่ ๓ ได้เข้ามาพูดคุยกับนางวีณา จำเลยและนายธเนษฐดูแลปรนนิบัตินางวีณายามเจ็บป่วยและพานางวีณาไปโรงพยาบาลมาโดยตลอด นางวีณาและจำเลยจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมตามวิธีการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ให้กระทำถูกต้องแล้ว ส่วนวิธีการของฝ่ายเจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างไรจำเลยไม่ทราบ ลายมือชื่อพยานในทะเบียนรับบุตรบุญธรรมไม่ใช่ลายมือชื่อปลอม เพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของสำนักทะเบียนอำเภอสมุทรสาครเหมือนกัน หากแต่ลงลายมือชื่อผิดตำแหน่งไป ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับจำเลยเป็นบุตรบุญธรรมของนางวีณา (สงวนนามสกุล) ส่วนคำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกา (อันดับ ๒๓๘, ๒๓๙)
ศาลฎีกามีคำสั่งที่ ครพ.ยช. ๒๔๙๔/๒๕๖๙ ลงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๙ ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (อันดับ ๒๗๓)
คำสั่ง
พิเคราะห์แล้ว แม้ตามคำร้องของจำเลยจะอ้างว่าเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญที่ศาลฎีกาควรรับไว้วินิจฉัยก็ตาม แต่การจะพิจารณาอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ เป็นดุลพินิจของศาลฎีกา อีกทั้งการทำคำสั่งคำร้องขออนุญาตฎีกา ไม่มีบทบัญญัติว่าต้องอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๑ ดังนั้น เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยไม่เป็นปัญหาสำคัญที่ศาลฎีกาควรวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๔๙ ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. ๒๕๕๓ มาตรา ๑๘๒/๑ วรรคหนึ่ง เพราะไม่เป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับประโยชน์สาธารณะ หรือความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่เป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษขัดกับแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาศาลฎีกา ทั้งพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วไม่อาจมีผลเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ จึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ทั้งได้แสดงเหตุผลโดยย่อตามข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการขออนุญาตฎีกาในคดีแพ่ง พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๑๕ วรรคสอง ดังกล่าว มิใช่การดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๒๗ แต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุให้ต้องเพิกถอน
เมื่อศาลฎีกาพิจารณาคำร้องขออนุญาตฎีกาแล้วมีคำสั่งศาลฎีกาที่ ครพ.ยช. ๒๔๙๔/๒๕๖๙ ไม่อนุญาตให้จำเลยฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ และอ่านคำสั่งศาลฎีกาแล้ว #คำสั่งของศาลฎีกาดังกล่าวจึงเป็นที่สุด และ #ไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้อำนาจอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลฎีกาได้ #จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งที่ไม่อนุญาตให้ฎีกาและไม่รับฎีกาของศาลฎีกาได้อีก
ให้ยกคำร้องทั้งสองฉบับ
